หน้าแรก ข่าว ข่าวการศึกษา
ข่าวการศึกษา
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2552 14:43 น.

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000152422

“จุรินทร์” สั่งลดเนื้อหาวิชาในชั้น ให้เรียนรู้นอกห้องเพิ่มขึ้น ออกข้อสอบอัตนัยผสมปรนัยวัดผล
 “จุ รินทร์” เผยปรับลดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนออกไป 30% ลดตัวชี้วัดเหลือกว่า 2 ตัวชี้วัด ทำให้ตารางเรียนลดลง สั่งเพิ่มเรียนรู้นอกห้องเรียน เน้นคิดวิเคราะห์ ให้โรงเรียนออกข้อสอบอัตนัยผสมปรนัย เพื่อวัดผลการเรียน มอบ สพฐ.ประสาน สทศ.ออกข้อสอบตามหลักสูตรใหม่

เขียนโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ

        นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุม 5 องค์กรหลักว่า มีนโนบายปรับกระบวนการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมปลาย ให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็นมากขึ้น สอนท่องจำเท่าที่จำเป็น ซึ่งขณะนี้ได้กรอบ ข้อสรุปในแนวปฏิบัติที่มีความชัดเจนแล้ว และ ต่อจากนี้ไปในเรื่องของหลักสูตร ศธ.จะใช้หลักสูตรใหม่ในปีการศึกษา 2553 ซึ่งจะเริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ สำหรับหลักสูตรที่จะทำให้คิด วิเคราะห์เพิ่มขึ้นและเป็นหลักสูตรที่ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาสาระวิชาที่ เรียน ทั้งนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่าจะลดลง 30% ขณะเดียวกัน ตัวชี้วันที่ปัจจุบันเรามีอยู่ 3,000-4,000 ตัวชี้วัดตลอดช่วงที่เรียน ป.1 ถึง ม.6 ถัดจากนี้ไปตัวชี้วัดจะเหลือ 2,165 ตัวชี้วัด
       
       
ผล จากการตัดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและปรับลดตัวชี้วัดนี้จะไม่ทำให้คุณภาพลดลง แต่จะมีผลดีจะทำให้เด็กมีโอกาสเรียนนอกห้องเรียนแบบสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เมื่อเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนถูกตัดออกจึงมีเวลาเหลือเรียนนอกห้องเรียน โดยจะเน้น 3 ส่วน คือ 1.ทุกโรงเรียนจะต้องหาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนที่จะนำไปสู่นอกห้องเรียนให้ พบ เชื่อว่าทุกโรงเรียนจะมีแหล่งเรียนรู้ เช่น ผักสวนครัว เสาธง ทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญได้ เรื่องเลขาคณิต ประวัติศาสตร์ 2.แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ซึ่งโรงเรียนทุกโรงจะต้องสรุปให้ได้ว่ามีแหล่งเรียนรู้อะไรบ้าง รวมถึงวัฒนธรรมประเพณี เรื่องราวท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เด็กเรียนรู้และสัมผัสความเป็นจริง 3.กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ค่าย ทัศนศึกษา ชมรมศิลปะ กีฬา ดนตรี ซึ่งทุกโรงจะต้องออกแบบว่าจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม โครงการเรียนฟรี 15 ปีจะมีส่วนสำคัญในส่วนของการเข้าไปเสริมเรื่องของค่าใช้จ่าย
       
       ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การจัดตารางสอนจากปัจจุบันที่เรียนอยู่ประมาณ 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งจะมีข้อสรุปตามมาว่าแต่ละโรงเรียนจะลดลงเหลือกี่ชั่วโมง เรียนนอกห้องเรียนแบบสร้างสรรค์เท่าไหร่ต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น นอกจากเด็กจะรู้ด้านวิชาการ เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็นมากขึ้น
       
       ส่วนกระบวนการปรับการเรียนการสอนเพื่อการนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.สอนให้คิดวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน จะเน้นช่วงชั้นที่ 1 และ 2 เช่นความสามารถในการสื่อสาร รู้จักสังเกต สำรวจ ค้นหา เปรียบเทียบ คัดแยกเป็น 2. การคิดวิเคราะห์ระดับสูง เน้นในช่วงชั้น 2, 3 และ 4 เช่น สามารถนิยาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหา ตัดสินใจ และคิดอย่างมีวิจารณญาณได้
       
       พร้อมกันนี้จะมีสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ 2 เรื่อง คือ 1.กระบวนการเรียนการสอนจะเน้นให้เด็กเขียนเรียงความ ย่อความเป็น ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมา ขาดหายไป 2.ข้อสอบของ สพฐ.จะมีข้อสอบอัตนัยกับปรนัย พร้อมกันนี้ตนได้มอบให้ สพฐ.ประสานกันกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ. เพื่อให้ข้อสอบโอเน็ตสอดคล้องกับเนื้อหาของ สพฐ.ด้วย ไม่ใช่สอนอย่างออกข้อสอบอย่างหนึ่ง กรรมจะไปตกที่เด็ก โรงเรียนกวดวิชาจะรวย
       
       นอก จากนี้ จะเน้นเรื่องการแนะแนว เริ่มตั้งแต่ประถมวัย ประถม มัธยมต้นและมัธยมปลาย ในรูปของครูที่ปรึกษา โดยในแต่ละระดับชั้นจะมีรายละเอียดการแนะแนวที่แตกต่างกันออกไป ส่วนการแนะแนวว่าเด็กควรจะไปเรียนทางไหน ให้เด็กค้นพบความถนัดของตนเอง เริ่ม ม.ต้น เป็นอย่างช้า ไม่ใช่ไปรอ ม.6 แล้วค่อยแนะแนวเรียนต่อ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.ทุกแห่ง โดยจะให้โรงเรียนดี 3 ระดับ จำนวน 10,000 โรงเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน สพฐ.กว่า 30,000 โรง รวมถึงโรงเรียนเอกชนด้วย
       

       
       นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ศธ.จะใช้วิธีการอบรมพัฒนาครู 8 กลุ่มสาระให้สอดรับกับการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงด้วย และขณะนี้ทำสื่อต้นแบบ คู่มือต้นแบบ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตำราเรียนต้นแบบ กำลังเร่งรัดอยู่ ซึ่งวิชาสังคมจะเปลี่ยนตั้งแต่ ป.-6 และ ม.1 กับ ม.4

 
ศธ.ดันกศน.ตำบลกว่า7พันแห่ง-วธ.ดันตั้งสนง.วัฒนธรรมอำเภอปี53
เขียนโดย กรุงเทพธุรกิจ   
"จุรินทร์"เล็ง พัฒนาศูนย์กศน.ตำบลกว่า 7 พันแห่งให้สมัยมีคุณภาพ เสริมปราชญ์ชุมชุนคาดพลิกโฉม 1 ก.ย.53 "
ธีระ"ดันสนง.วัฒนธรรมอำเภอปี 53 ใช้ 23 ล้านบาท

(11พ.ย.) ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดงาน กศน.ตำบล/แขวง มีผู้แทนจาก กศน.ตำบลเข้าร่วมกว่า 3,000 แห่ง โดยระบุว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) มีแผนจัดตั้งศูนย์กศน.ตำบล ให้ครบทั้ง 7,409 ตำบลทั่วประเทศเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในตำบล ซึ่งทยอยจัดตั้งในปี 2552

ดังนั้น จึงมอบนโยบายกศน.ไปยกระดับศูนย์ กศน.ตำบลที่จัดสร้างไปแล้วและอยู่ระหว่างจัดสร้างให้มีความทันสมัย เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพของประชาชนในชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา กล่าวอีกว่า ศูนย์กศน.ตำบลที่ออกแบบไว้นั้นจะต้องเพียบพร้อม 7ประการ คือ

1.เริ่มจากต้องบุคคลากรมีคุณภาพ มีหัวหน้าศูนย์กศน. ครูกศน.ที่ผ่านอบรมพัฒนาเพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการ ศึกษาตามอัธยาศัย ส่วนจำนวนจะมีเท่าไรนั้นให้ดูที่ปริมาณงานของ กศน.แต่ละแห่ง

2.อาคารสถานที่ กศน.อาจจะขอให้อาคารของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐาน(สพฐ.) ที่ว่างเว้นการใช้งาน เช่น เดิมโรงเรียนมีเด็ก 300 คนแต่ปัจจุบันจำนวนเด็กลดลงเหลือ 80 คนเป็นต้นนำมาปรับปรุงเป็นศูนย์ กศน.ตำบล 

3.ศูนย์ กศน.ตำบลจะต้องมีเครื่องมือทันสมัย มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบถ้วน โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีพร้อม ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณไว้จัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ศูนย์ กศน.ตำบลแห่งละ 6 ชุด และจะต้องเดินสายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าไปถึงศูนย์ กศน.ตำบลทุกแห่งมากที่สุดเท่าที่ทำได้ รวมทั้งจะต้องจัดมุมห้องสมุดเล็กๆ ไว้ด้วย เพื่อให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ ค้นคว้าความรู้ของคนในชุมชน และจะต้องมีศูนย์บริการติวเตอร์แชลแนลด้วย ให้บริการนักเรียน นักศึกษาทั้งในและนอกระบบ ได้ทบทวนการเรียน เติมเต็มความรู้ให้ผู้เรียน 

4.การสร้างเครือข่ายกับสถาบันและหน่วย งานๆ ต่างๆ ในพื้นที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สถาบันศาสนา ฯลฯ กศน.ตำบลจะต้องดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเติมเต็มงาน ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามทิศทางการปฏิรูปการศึกษา

5.ศูนย์ กศน.ตำบลทุกแห่ง ต้องจัดทำคลังวิทยากรในท้องถิ่นของตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์ชุมชน ครูภูมิปัญญาไทย และอาศัยผู้รู้เหล่านี้มาช่วยถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ให้กับผู้เรียนในระบบและนอกระบบให้มีความรู้ใหม่ ๆ

6.ศูนย์ กศน.ทุกแห่งจะต้องจัดทำคลังองค์ความรู้ของตัวเองด้วย เป็นความรู้ที่ใช้ถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน โดย กศน.ในส่วนกลางจะต้องเป็นพี่เลี้ยงจัดทำกรอบมาตรฐานความรู้แต่ละวิชาที่จะนำ มาบรรจุในคลังองค์ความรู้ ซึ่งจะต้องเป็นความรู้ที่มีคุณภาพและนำไปพัฒนาต่อได้ 

สุดท้าย 7.ศูนย์ กศน.ตำบล จะต้องพยายามออกแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ขึ้น โดยมีบทบาทในการคิดต้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งกศน.ส่วนกลาง และตำบลมาร่วมมือกันเพื่องานจัดการศึกษาของ กศน.มีคุณภาพมากขึ้น  จากนี้ กศน.ต้องเร่งพัฒนาเดินหน้าในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชนและผู้เรียน ที่อยู่นอกระบบ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่มีที่สิ้นสุดโดยเมื่อ ถึงในวันที่ 30 ก.ย. 53 นี้ ผมหวังว่า ศูนย์ กศน.ตำบลจะเกิดขึ้นครบทุกแห่ง ทั้ง 7,409 ตำบล และมีครบทั้ง 7 ประการที่ให้นโยบายไป

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการ กศน.กล่าวว่า ขณะนี้ กศน.ได้ทยอยเปิด กศน.ตำบลไปแล้ว 400-500 แห่งและจากนี้จะทยอยเปิดเพิ่มเรื่อยๆ ในพื้นที่มีความพร้อม ซึ่งเชื่อว่าความหวังที่อยากเห็น 30 กันยายน 2553 เปิดกศน.ตำบลครบทั้ง 7,409 แห่งน่าจะเป็นจริงได้ นอกจากนี้ งานที่กศน.จะต้องดำเนินการจากนี้คือการทำให้คนอ่านออกเขียนได้ โดยในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาได้สำรวจพบว่าประชากรจำนวน 60 ล้านคนมีจำนวน 4 ล้านคนคิดเป็น 7% ที่ประสบปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และเป็นมีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ "ปัญหาคือเขารู้หนังสือแต่ลืมเนื่อง จากไม่ได้ใช้อ่านใช้เขียนเป็นประจำทำแต่งาน หน้าที่จากนี้คือ กศน.ตำบลจะเข้าไปมีบทบาท โดยเราจะให้ครู กศน.เข้าไปสอนคนเหล่านี้ถึงที่บ้านเพื่อให้เขาสามารถอ่านออกเขียนได้ ส่วนเรื่องมาตฐการองค์ความรู้ ที่ รมว.ศธ.ให้ดำเนินการนั้น คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนธันวาคม โดยการทำมาตรฐานนั้นจะยึด 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มการศึกษาสามัญ กลุ่มการศึกษาต่อเนื่อง และกลุ่มการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งจะมีแตกสาขาออกไปอีกจำนวนมากเพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียนของ กศน. ที่มีรูปแบบการจัดการศึกษาที่มากกว่าการเรียนระบบอื่น" เลขาธิการกศน. กล่าว

"ธีระ" เดินหน้าตั้งสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอปี 53

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2552 นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่า ตนได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการทุกจังหวัดมอบหมายให้นักวิชาการวัฒนธรรมไป ปฏิบัติงานที่อำเภอ และมีคำสั่งให้จัดตั้งสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาคเป็นหน่วยงานบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service) เช่น การออกใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่าวีดิทัศน์ การต่อใบอนุญาต รวมทั้งการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมระดับอำเภอและตำบล เป็นต้น 

นายธีระ กล่าวอีกว่า ในการจัดตั้งสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอนั้น ได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด คือ คณะทำงานพิจารณาการจัดตั้งสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเป็นราชการบริหารส่วน ภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม และคณะทำงานจัดทำข้อมูล และกลั่นกรองรายละเอียดการขอจัดตั้งสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเป็นราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีคณะทำงานย่อยทั้ง 4 ภาค นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดวธ.จัดลำดับการขอจัดตั้งสำนักงาน วัฒนธรรมอำเภอ โดยคาดว่าจะสามารถคัดเลือกอำเภอที่ขอจัดตั้งเป็นสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอได้ ประมาณปลายเดือน พ.ย.นี้ 

"เมื่อคัดเลือกอำเภอได้แล้วจากนั้นจะนำ เข้าพิจารณาในคณะทำงานของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่มี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดวธ.เป็นประธาน และนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการ วธ. ทั้งหมดนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมี.ค. 2553 ทั้งนี้ มีการจัดสรรงบประมาณปี 2553 ให้นักวิชาการวัฒนธรรมที่ไปปฏิบัติงานที่อำเภอทั้ง 878 อำเภอ เป็นเงินกว่า 23 ล้านบาทเพื่อดำเนินการกิจกรรมในพื้นที่อย่างเต็มที่” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

 
วธ.ดันสุดลิ่มกองทุนสื่อปลอดภัยหวังเกิดทันปีนี้
เขียนโดย ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช   
Pic_46558

 

รม ว.วธ.เตรียมผลักดันกองทุนสื่อปลอดภัยให้เกิดภายในปีนี้ ชี้เป็นทางออกให้กับสื่อเด็ก ด้านหมอประเวศแนะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเด็ก ...

นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าววันนี้ (13 พ.ย.) ในงานมหกรรมสื่อสร้าง สรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนครั้งที่ 1 จัดขึ้น ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ว่าได้ผลักดันการจัดตั้งกองทุนสื่อปลอดภัย    และสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อส่งเสริมสื่อที่ดีให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนการวิจัยค้นคว้า ที่เป็นความ คิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในเรื่องสื่อ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตสื่อและผู้รับสื่อไปพร้อมๆ กันจะเป็นการผ่าทางตัน และหาทางออกให้กับสื่อของเด็ก

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนทั่วประเทศ จากนั้น จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งตนพร้อมจะผลักดันให้กองทุนสื่อสร้างสรรค์ เกิดขึ้นให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้ภายในปี 2552

ด้าน ศ.นพ. ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทย ด้วยสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชน ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ เด็กและเยาวชนในไทยมีประมาณ 14 ล้านคน คิดว่าการลงทุนสำหรับเด็กและเยาวชน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นๆ โดยจะต้องมองเชิงระบบโครงสร้างแบบครบวงจร แบ่งออกได้ 7 ส่วน ดังนี้ 1.การดำเนินงานระดับหมู่บ้าน รัฐบาล ต้องร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สนับสนุนงบประมาณส่งเสริมให้ทุกหมู่บ้านเกิดชมรมรักการอ่าน โดยจัดห้องสมุดประจำหมู่บ้าน 76,000 แห่งทั่วประเทศ เชื่อมโยงความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในชุมชน

“2.จัด ตั้งศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล ประกอบด้วย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ตำบล ศูนย์ศิลปะการเรียนรู้ และตลาดชุมชน 3. ระดับจังหวัดควรจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้อย่างครบวงจร 4.ระดับชาติ ต้องผลิตสื่อทุกประเภท ให้เป็นสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ รวมทั้งจัดศูนย์จัดการความรู้ ในการใช้งานเกี่ยวกับเด็ก โดยประสานกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สร้างระบบบริหารจัดการที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยมีความอ่อนแอ นำวิชาเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการเรียน แต่ไม่ใช้ชีวิตของคนเป็นตัวตั้ง 5.ควรจัดตั้งมูลนิธิ สื่อสร้างสรรค์ 6.สร้างภาคีเพื่อเด็กและเยาวชน และ 7. สร้างกองทุนการเงินและการคลังเพื่อสังคม” ” ราษฎรอาวุโส กล่าว

ข่าวจากไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/edu/46558

 
ตั้ง 4 องค์กรรับผิดชอบปฏิรูปการศึกษารอบ 2
เขียนโดย โพสต์ ทูเดย์   

นายกฯ เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง ตั้ง 4 องค์กรรับผิดชอบ

apisitนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การปฏิรูปในทศวรรษที่สอง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยกลไกที่เข้ามาขับเคลื่อนประกอบด้วย 4 องค์กร คือสถาบันครุศึกษาแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติและกองทุนเพื่อการศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานศึกษาตลอดชีวิต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถาบันครุศึกษาแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ เพื่อประกันรับรองสถาบันผลิตครูและการเรียนรู้ของครู ไม่ใช่การผลิตครู แต่ทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนานวัตกรรมในการผลิตครู สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ จะไม่อยู่ในระบบราชการ มีหน้าที่กำหนดสมรรถนะวิชาชีพว่าผู้ที่ผ่านการศึกษา เมื่อเข้าสู่วิชาชีพต้องมีความรู้ ทักษะหรือคุณวุฒิตรงกับความต้องการของวิชาชีพ

สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติและกองทุนเพื่อการศึกษาแห่ง ชาติ ทำหน้าที่สนับสนุนเทคโนโลยีทางการศึกษา ทำสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและทำสื่ออื่นเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ และสำนักงานศึกษาตลอดชีวิต มีหน้าที่เพื่อเน้นย้ำการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อสอดรับกับเป้าหมายของการปฏิรูป

“ปัญหาและอุปสรรคการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันเพราะในวงการและระบบ ราชการมีการผูกขาดอำนาจในการจัดการศึกษาจึงไม่คล่องตัว ถ้าคนในวงการการศึกษายังถามว่าตัวเองจะได้อะไร ก็จะเห็นความขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานและคนทำงาน นั่นไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิรูป เพราะต้องอยู่ที่เด็กและเยาวชน ถ้าสละในแง่ของอำนาจและการผูกขาดจะทำให้ระดมพลังสังคมมาสนับสนุนได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวเรื่องนี้ในการสัมมนาของคณะกรรมาธิการการศึกษา เรื่อง “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด วานนี้

โพสต์ ทูเดย์ วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒

http://www.posttoday.com/news.php?id=68881

 
การศึกษาไทยเรื่องของแพะกับแกะ
เขียนโดย มติชน   

การศึกษาไทยเรื่องของแพะกับแกะ

โดย สายพิณ แก้วงามประเสริฐ


ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2553 ต้องใช้คะแนน GPA 20% ซึ่งเป็นเกรดเฉลี่ยที่เรียนในโรงเรียน

คะแนนสอบ O-NET 30% ได้มาจากการสอบพร้อมกันทั่วประเทศ

GAT หรือความถนัดทั่วไปมีสัดส่วนคะแนน 10-50% และ PAT ความถนัดเฉพาะด้าน มีสัดส่วนคะแนน 0-40% ขึ้นอยู่กับแต่ละคณะของแต่ละสถาบันเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้ GAT และ PAT สัดส่วนเท่าใด

วิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย เปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ตั้งแต่การสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดยให้เลือกคณะได้ 6 ลำดับ ใช้คะแนนสอบครั้งเดียว เพื่อวัดเลยว่าสอบได้หรือไม่ได้

จนต่อมาเปลี่ยนมาใช้เกรดเฉลี่ยใน โรงเรียนเป็นส่วนประกอบ ที่เรียกว่าคะแนน GPA ตั้งแต่ 10% จนถึง 20% โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนสนใจกิจกรรมการเรียนในโรงเรียน มากกว่าที่จะมุ่งเรียนกวดวิชาเพียงอย่างเดียวเพื่อหวังสอบเข้ามหาวิทยาลัย ให้ได้เท่านั้น โดยไม่สนใจว่าเรียนแล้วจะสามารถนำความรู้จากห้องเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างไร

การเปลี่ยนแปลงวิธีการเพื่อคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยมุ่งหวังไม่ให้นักเรียนมัวไปเรียนกวดวิชาจนละทิ้งการเรียนในโรงเรียน ดูแล้วไม่ได้ผลเพราะยิ่ง สำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) คิดสรรหาวิธีการสอบให้ซับซ้อนเท่าไร สถาบันกวดวิชายิ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองมากขึ้น โดยหวังว่าสถาบันกวดวิชาเหล่านี้จะสามารถกวดวิชาในทุกเรื่องทุกรูปแบบได้ มากกว่าการเรียนในโรงเรียน

อีกทั้งยังทำให้การเรียนในโรงเรียนถูก ประเมินว่าไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงผู้เรียนและผู้ปกครองแต่อย่างใด การเรียนในโรงเรียนจึงมีบรรยากาศของการเรียนที่น่าเบื่อ เรียนเพื่อให้พ้นๆ ไปวันๆ

ยิ่งในปีการศึกษา 2553 เกณฑ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนต้องมีคะแนนสอบที่เรียกว่า GAT และ PAT หรือที่แอบเรียกกันว่า "แกะกับแพะ" มีเด็กนักเรียนบางส่วนโดยเฉพาะชั้น ม.5 ยังไม่รู้เลยว่าจะสอบอะไร

เว้นแต่โรงเรียนที่ตื่นตัวเร็วก็จะทำให้เด็กส่วนใหญ่เตรียมรับกับการสอบที่จะเกิดขึ้น

หรือ หากจะบอกว่าเรื่องของตัวเองยังไม่รู้เลยก็ไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยก็คงไม่ ใช่ เพราะการรับรู้เรื่องราวใดๆ หรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับทั้งคนพูดและคนฟัง แต่อย่างไรก็ตามเด็กที่ไม่ได้สอบในคราวนี้ก็ยังมีโอกาสอีกหลายครั้งด้วยเช่น กัน

ปัญหาของเรื่อง "แกะกับแพะ" นี้ไม่ใช่เรื่องที่เด็กจะได้สมัครสอบในรอบนี้หรือไม่

แต่ปัญหาคือการเปลี่ยนแปลงวิธีการคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นสอดคล้องกับการเรียนในโรงเรียนหรือไม่

หากวิธีการเรียนการสอนยังเป็นแบบเดิมที่มุ่งเน้นให้จำได้เป็นหลักมากกว่าคิด วิเคราะห์เป็น หรือเด็กมีจุดมุ่งหมายเรียนเพื่อหวังเกรดเฉลี่ยสูงๆ เพื่อเพิ่มคะแนน GPA ส่วนโรงเรียนก็ให้เกรดนักเรียนสูงๆ เพื่อหวังผลการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ผู้ประเมินอาจดูฉาบฉวยแค่ตัวเลขเกรด เฉลี่ยของนักเรียน การเรียนจึงเป็นการมุ่งเน้นเรียนเพื่อตัวเลขมากกว่าอยากรู้จริงๆ ว่า เด็กติดวิเคราะห์เป็นหรือไม่ ก็น่าเสียดายเวลาที่ใช้ไปสำหรับการเรียนในโรงเรียน

ถ้าพิจารณาถึง ความคาดหวังของการสอบโดยพิจารณาจากคะแนน GAT หรือความถนัดทั่วไป ซึ่งมี 300 คะแนน แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 150 คะแนน ได้แก่ส่วนที่หนึ่งเป็นข้อสอบการอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ส่วนที่สองเป็นข้อสอบการสื่อสารทางภาษาอังกฤษ

หากพิจารณาที่สัด ส่วนคะแนนพบว่าคณะต่างๆ ให้ความสำคัญกับคะแนน GAT ค่อนข้างมากบางคณะบางมหาวิทยาลัยให้สัดส่วนคะแนนเต็มที่ 40-50% หรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 10% แสดงว่าให้ความสำคัญกับคะแนนส่วนนี้มาก

แต่หากเปรียบเทียบผลการสอบ GAT ครั้งที่ 1 ที่ผ่านไปแล้วพบว่าผลคะแนนไม่ได้ไปในทิศทางที่แต่ละมหาวิทยาลัยคาดหวัง ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 42.36 มีคะแนนสอบ GAT อยู่ระหว่าง 30.01-60.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำมาก

ขณะที่นักเรียนที่มีคะแนนสอบส่วนนี้เกินครึ่งคือระหว่าง 150.01-300 คะแนน มีเพียงร้อยละ 8.99

แสดงว่านอกนั้นคือนักเรียนที่มีผลสอบ GAT ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้ย่อมแสดงว่าเด็กที่เข้าสอบจำนวนกว่าสองแสนคนมีความสามารถใน การอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาค่อนข้างต่ำ

การที่นักเรียนทั่วประเทศต่างมีความสามารถในการอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์น้อย อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการปรับตัวไม่ทันของระบบการเรียนในโรงเรียนที่ยังสอน แบบเดิมๆ

ประการต่อมาอาจเกิดจากเนื้อหาสาระที่เรียนมีมากเกินไป จนทำให้กิจกรรมการเรียนที่จะเน้นฝึกการคิดวิเคราะห์ให้กับเด็กทำได้ไม่เต็ม ที่ ด้วยความกังวลกับเนื้อหาเกรงว่าจะเรียนไม่ทันบ้าง

แล้วแต่ละโรงเรียนจะปรับตัวกันอย่างไร

ถ้ายอมรับว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ รวมทั้งเห็นว่าการฝึกให้เด็กมีความสามารถในเชิงการคิดวิเคราะห์เป็นความจำ เป็นที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ก็ย่อมต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งในส่วนของหลักสูตรอาจปรับเนื้อหาให้น้อยลง โดยเฉพาะวิชาที่มีเนื้อหามากเกินไปเก็บไว้เรียนตอนมหาวิทยาลัยบ้างก็จะดี

นอกจากนี้ต้องพิจารณาให้เห็นว่าข้อสอบ GAT เกี่ยวข้องกับวิชาอะไรในโรงเรียนบ้างนอกเหนือจากวิชาภาษาอังกฤษที่มีคะแนนถึง 150 คะแนน

ความจริงวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่มีความสำคัญ และจำเป็นสำหรับโลกในยุคปัจจุบันก็จริง แต่สภาพที่เป็นอยู่คือเด็กค่อนข้างมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษแตก ต่างกัน ซึ่งคะแนนโดยพื้นฐานของเด็กไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว

ดังนั้น การให้ความสำคัญกับคะแนนวิชาภาษาอังกฤษถึง 150 คะแนน อาจทำให้เด็กที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีมีโอกาสน้อยในการสอบเข้า มหาวิทยาลัย

ทั้งที่หากพิจารณากันจริงๆ มีหลากหลายอาชีพที่จบมหาวิทยาลัยมาแล้วก็ไม่ได้ไปพูดกับฝรั่งที่ไหน!

การให้คะแนนส่วนนี้อาจจะดีหากเด็กในเมืองกับเด็กในชนบทมีโอกาสที่จะมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนอีกวิชาที่เกี่ยวข้องคงเป็นวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา ที่น่าจะสามารถฝึกฝนให้เด็กนักเรียนมีความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคิดเชิงวิเคราะห์ได้ ซึ่งวิชาภาษาไทยมีทักษะที่จำเป็นคือ การฟัง พูด คิด อ่าน และเขียน อยู่แล้ว

ส่วนวิชาสังคมศึกษาที่ไม่มีหรือไม่ได้ ถูกระบุในวิชา GAT และ PAT อย่างชัดเจน นอกเหนือจากไปสอบ O-NET ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนเพียง 5% และคะแนน GAT หากเทียบสัดส่วนน้ำหนักของวิชาสังคมศึกษา จากคะแนน GAT น่าจะมีน้ำหนักประมาณ 5-6% เช่นกัน

ซึ่งน้ำหนักต่างๆ เหล่านี้ถือว่าน้อย ในขณะที่เนื้อหาสาระที่เรียนเยอะมาก กว่าจะจบหลักสูตรในแต่ละระดับต้องเรียนวิชานี้ตั้ง 5 สาระคือ สาระพระพุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์

เนื้อหา แต่ละสาระของวิชาสังคมศึกษายังมีมากอีกด้วย ทำให้ครูผู้สอนต้องกังวลกับเนื้อหาที่มากรุงรัง ขณะที่นำไปออกข้อสอบเพียงนิดเดียว หากจะให้เน้นกระบวนการคิดโดยไม่ต้องไปยึดติดกับเนื้อหาก็ทำไม่ได้

ถ้าจะทำได้เด็กต้องมีความรับผิดชอบคืออ่านหนังสือหรือเตรียมตัวในการเรียนมา ล่วงหน้า มีความรู้พื้นฐานแน่น เมื่อถึงเวลาเรียนในห้องเรียนครูและนักเรียนสามารถร่วมกันฝึกทักษะการคิดโดย การเน้นการอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์ ด้วยการนำข่าว บทความ หรือกรณีตัวอย่างในชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระที่จะเรียน มาฝึกให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำข้อสอบประเภท GAT ก็น่าเชื่อว่าคะแนน GAT ของนักเรียนโดยภาพรวมทั้งประเทศ น่าจะดีขึ้นกว่านี้แน่

แต่ในความเป็นจริงก็คือความกระตือรือร้นของเด็กในโรงเรียนมีน้อย แทบไม่พบว่านักเรียนมีความพร้อม ก่อนที่จะเรียน อีกทั้งยังพบว่าแม้แต่ในขณะเรียนยังมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยไม่มีความพร้อมใน การเรียน สาเหตุคงมีหลายประการทั้งการสอนของครูคงไม่เร้าใจเด็ก สภาพสังคมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้มีสิ่งเย้ายวนมากมายที่น่าสนใจสำหรับ เด็กมากกว่าการเรียนในโรงเรียน ที่บรรยากาศซ้ำซากน่าเบื่อ

ครูเองก็คงเบื่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเด็ก เพราะแทนที่จะได้ใช้ความรู้ทางวิชาการสอนให้เด็กมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ฝึกกระบวนการคิดต่างๆ ได้ ครูส่วนหนึ่งต้องผจญพฤติกรรมความไม่เอาใจใส่ในการเรียนของเด็กนักเรียนจนทำ ให้เกิดความท้อถอย

สภาพของเด็กและครูเช่นนี้คงมีผลต่อคะแนนสอบของ เด็กไม่น้อย ถ้าจะแก้กันจริงๆ คงต้องสร้างความตระหนักให้เห็นความสำคัญของหน้าที่และการศึกษาเล่าเรียนว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้จริงๆ

นอกจากนี้ปริมาณนักเรียนต่อห้องโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีนักเรียนถึง 50 คน ต่อห้องหรือมากกว่านี้ ปริมาณที่มากเกินไปย่อมส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ

หากจะแก้ปัญหาผลการสอบของนักเรียนที่ไม่น่าพึงพอใจแล้ว คงต้องแก้หลายๆ เรื่องประกอบด้วย ทั้งปรับเปลี่ยนการสอน ลดเนื้อหาสาระและจำกัดปริมาณนักเรียนต่อห้องเรียนของแต่ละโรงเรียนโดยเฉพาะ โรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนยอดนิยมทั้งหลาย เพราะยังมีโรงเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่มีนักเรียนน้อย ในขณะที่ทรัพยากรที่ใช้ในการลงทุนพอๆ กัน ถือว่าเป็นการกระจายทรัพยากรที่ไม่คุ้มทุน

รวมทั้งสะท้อนว่ากระทรวง ศึกษาธิการยังไม่เคยแก้ปัญหาค่านิยมที่มีต่อชื่อเสียงของโรงเรียนได้ และแสดงว่าโรงเรียนเล็กๆ ได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตนเองน้อยไปหรือเปล่า? จึงยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ส่วนเมื่อนำคะแนน GAT มาเทียบกับคะแนน PAT หรือความถนัดเฉพาะด้านที่เป็นวิชาสามัญ เช่นความถนัดทางคณิตศาสตร์ และความถนัดทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนส่วนใหญ่กลับทำคะแนนได้มากกว่าวิชา GAT ที่เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์

แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของการศึกษาไทยอยู่ที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

จึงเห็นความจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการต้องหาวิธีการบางอย่างเพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เน้นกระบวนการคิดมากกว่าที่เป็นอยู่

ทำอย่างไรการเรียนในห้องเรียนจึงจะได้รับการส่งเสริมให้เด็กได้คิดเป็น ส่งเสริมให้โรงเรียนมีบรรยากาศการสอนที่เน้นกระบวนการคิด มากกว่าปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของครูผู้สอนเพียงอย่างเดียว

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้นักเรียนทำคะแนน โดยเฉพาะ GAT ได้น้อย นอกจากเป็นเพราะข้อสอบที่เน้นกระบวนการคิดแล้ว ยังเป็นเพราะวิธีการทำข้อสอบที่ค่อนข้างแปลกกว่าที่เคยทำ อ่านแล้วดูจะสับสน และกังวลกับการจะตอบข้อสอบแต่ละข้อ เนื่องจากไม่ใช่ข้อสอบประเภทมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวเหมือนใน โรงเรียน

แต่ละข้ออาจมีคำตอบที่ถูกต้องหลายคำตอบ ถ้าตอบถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนนเต็มในข้อนั้น

ถ้าตอบถูกแต่ไม่หมดก็จะถูกหักคะแนน แต่ถ้าคำตอบที่ตอบมามีคำตอบที่ผิดปนอยู่ด้วย จะถูกหักไปคำตอบละ 3 คะแนน แม้ว่าในข้อนั้นจะสามารถตอบถูก 1 ตัวเลือก ผิด 1 ตัวเลือก ข้อนั้นก็จะไม่ได้คะแนน เพราะตอบถูก 1 ตัวเลือกจาก 2 ตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องจะได้ 2.5 คะแนน แต่ตอบผิด 1 ตัวเลือกในข้อนั้นก็จะถูกหัก 3 คะแนน แสดงว่าขอนั้นไม่ได้คะแนนเลย โดยการสอบนี้จะเน้นว่าไม่ต้องเดา หรือตัวเลือกใดไม่แน่ใจก็ไม่ต้องเลือก แต่ก็จะถูกหักคะแนนตามสัดส่วนอีก

แค่เกณฑ์การให้คะแนนก็มีผลต่อการ ตัดสินใจในการทำข้อสอบว่าจะตอบไม่ตอบตัวเลือกใด แค่คิดก็ปวดหัว สงสารเด็กเวลาทำข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนนเหล่านี้คงกวนใจจนไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบเป็นแน่ วิธีการทำข้อสอบแบบนี้ในโรงเรียนไม่น่าจะเคยใช้มาก่อน

ข้อสอบแบบนี้ ที่ให้นักเรียนอ่านบทความที่มีความยาวประมาณ 2 หน้า แล้วตอบคำถาม 10 ข้อ คำถามเป็นข้อความสั้นๆ หรือเป็นคำๆ แล้วให้นักเรียนหาความเชื่อมโยงของคำเหล่านั้นว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในฐานะที่เป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นองค์ประกอบ หรือก่อให้เกิดผลยับยั้ง ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เป็นต้น

ความจริงเป็นข้อสอบที่ดีที่สามารถวัด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณของเด็กได้ไม่น้อย เพียงแต่เด็กต้องได้รับการฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณในกระบวนการเรียนการสอนจากโรงเรียนอย่างเพียงพอ นักเรียนจึงจะสามารถทำคะแนน GAT ได้ดี

ดังนั้นผลที่ปรากฏจากคะแนน GAT ครั้งที่ 1 ในการสอบเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2552 ซึ่งพบว่าคะแนน GAT ของนักเรียนทั่วประเทศต่ำมาก จึงเป็นภาพฟ้องกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่น้อย

อีกทั้งยังแสดงว่าเวลาผู้ใหญ่จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใดๆ ในการสอบ ไม่รู้ว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกข้อสอบกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดการศึกษา ปรึกษาหารือกันหรือไม่ จึงทำให้นักเรียนงงงวยกับการทำข้อสอบในรอบแรก จนผลคะแนนออกมาต่ำจนน่าตกใจ

ทำให้เด็กไทยในยุคการศึกษาแบบ "แกะกับแพะ" น่าสงสารจริงๆ

การปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการสอบ GAT และ PAT คงเป็นวิธีการที่ผ่านแนวคิดจากนักวิชาการด้านการศึกษา จนเห็นดีเห็นงามว่าดีแล้ว

แต่การที่ไม่ได้เตรียมให้เด็กมีความพร้อม ในการสอบมาเป็นระยะเวลาพอสมควรจนสามารถทำข้อสอบแนวการคิดวิเคราะห์ได้เป็น อย่างดีแล้ว การกำหนดให้นักเรียนต้องสอบ GAT และ PAT ที่ถูกตั้งชื่อให้ทันสมัย แต่ถูกเด็กเรียกว่า การสอบ "แกะกับแพะ" นั้น นักเรียนส่วนหนึ่งก็ยังคงต้องพึ่งโรงเรียนกวดวิชาอีกเช่นเดิม และมากขึ้นกว่าเดิมอีก จนไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้เด็กสนใจการเรียนในโรงเรียนบรรลุ จุดมุ่งหมายได้

ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนวิธีการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัยด้วย วิธีใดก็ตาม ตราบใดที่การเรียนในโรงเรียนยังไม่อาจตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของผู้เรียน ที่มีศูนย์กลางอยู่กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นก็ย่อมแสดงว่าการมุ่ง หวังให้นักเรียนสนใจเอาใจใส่การเรียน การทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนการปลูกฝังจิตอาสาให้กับเด็กในโรงเรียนคงทำได้น้อยมาก

เพราะเด็กยังคงให้ความสำคัญกับโรงเรียนกวดวิชามากกว่าโรงเรียนปกติและช่องว่างของโอกาสทางการศึกษาของเด็กจึงมีอยู่ต่อไป

 

 

 

 

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 3
ส่งเรื่องนี้ไป Facebook

ขณะนี้มีผู้ออนไลน์อยู่

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
RocketTheme Joomla Templates