หน้าแรก ข่าว เรื่องน่ารู้
เรื่องน่ารู้
หนุนใช้ดัชนีความสุข ปชช.เลิกใช้ "จีดีพี" ชี้วัดการพัฒนาประเทศ

เขียนโดย ผู้จัดการออนไลน์   

สวนดุสิตโพล เผยคนไทย 81.65% อยากเห็นจุดเปลี่ยนการพัฒนาประเทศ โดยใช้ดัชนีความสุขของประชาชนเป็นตัวชี้วัด แทนการเติบโต ศก.โดยใช้ "จีดีพี" เป็นตัวชี้วัด พร้อมระบุ ถึงเวลาที่ไทยจะต้องทบทวน และเปลี่ยนแปลงแนวทางในการพัฒนาในด้านวัตถุนิยม และหันมาใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
       
       สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,379 คน ระหว่างวันที่ 14-17 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงแนวทางในการพัฒนาประเทศแล้ว โดยมุ่งเน้นเรื่องความสุขของประชาชน (GNH) มากกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) และปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข คือ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม
       
       ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า ประชาชน 81.65% เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องทบทวน เปลี่ยนแปลงแนวทางในการพัฒนาประเทศ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ประเทศชาติต้องประสบปัญหาและมรสุมต่างๆ ที่ถาโถมรุมเร้าเข้ามารอบด้านพร้อมๆ กัน
       
       ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ 38.75% ยังเห็นว่าสภาพของสังคมไทยปัจจุบันมีความขัดแย้งสูง รองลงมา 25.29% เห็นว่ามีความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม และจำนวน 13.21% เห็นว่า ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
       
       ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ 61.19% เห็นว่าแนวทางในการชี้วัดการพัฒนาประเทศไทยควรมุ่งเน้นเรื่องความสุขของ ประชาชน(GNH) มากกว่าจะดูที่การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนๆ นิยมนำมาเป็นตัวชี้วัด
       
       สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขมากที่สุดนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ 26.10% คิดว่าเป็นด้านการเมือง รองลงมา 24.43% คิดว่าเป็นด้านเศรษฐกิจ, 20.45% คิดว่าเป็นด้านสภาพสังคม และ 18.95% คิดว่าเป็นด้านสิ่งแวดล้อม
       
       สำหรับสิ่งที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมไทยได้นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ 32.27% คิดว่าอยู่ที่การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง รองลงมา 19.77% คิดว่าอยู่ที่การมีครอบครัวที่อบอุ่น และ 18.18% คิดว่าอยู่ที่การมีความรักสามัคคีไม่แตกแยก

http://manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154657

 
ใครได้ใครเสียจากการเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าของไทย
เขียนโดย เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์   
ข่าวเปิดเสรีการลงทุนในอาเซียน ๓ สาขาในด้านการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการทำป่าไม้จากป่าปลูกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการเกษตรไทยไม่น้อย เพราะจะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนและถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้ง ๓ ประเภทนี้ได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นไป 

นัยในเรื่องนี้มีว่า ประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) ที่หัวหินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงนี้ต้องส่งรายการข้อสงวนภายใน ๖ เดือนหลังจากลงนามในความตกลงฯ ส่วนประเด็นที่ไทยสงวนชั่วคราว (TEL) ไว้ ๕ เรื่องมีกิจการ ๓ ประเภทข้างต้นอยู่ด้วย  การนำกิจการทั้ง ๓ ประเภทออกจากข้อสงวนนี้ด้วยเหตุผลว่าการปิดกั้นการลงทุนทำให้ขาดการพัฒนา ความรู้และเทคโนโลยีจึงแข่งขันไม่ได้ การปิดกั้นการค้าชายแดนก็ทำได้ไม่จริง ยังทำให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งหลบไปอยู่นอกกฎหมาย จึงควรเปิดให้มีการเปิดเสรีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรประมงและ ป่าไม้ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย
 
เรื่องนี้ท่านอาจารย์ระพี สาคริกในนามมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนและภาคีร่วมหลายองค์กรได้แถลงการณ์คัดค้าน ด้วยเหตุผลว่ากิจการเหล่านี้ได้รับการสงวนให้เป็นกิจการของคนไทยภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงจะกระทบเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยของไทยอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทั้งในอาเซียนและบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นอกอาเซียน เข้ามาครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน พันธุกรรมพืชและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการแย่งอาชีพของคนไทย แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยอยู่บ้างแล้วแต่ไม่เกิดผล จึงขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนในชาติ
 
ความจริงคนไทยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ กับจีนและออสเตรเลีย เกิดผลกระทบกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมปลูกกระเทียมในภาคเหนือ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อโคนมในภาคกลางและภาคอิสาน และกลุ่มเกษตรกรปลูกผักผลไม้ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจนต้องประท้วงนำผลผลิตมาเทบนถนนอยู่บ่อยๆ ส่วนเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้ยังมิได้มีการเปิดเสรีทางการค้า แต่เกษตรกรก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้ต้องซื้อหาอาหารแพง แต่ขายผลผลิตได้ราคาต่ำจนขาดทุน เลิกกิจการไปมากแล้ว

มิพักต้องพูดถึงผลกระทบจากการส่งเสริมการลงทุนปลูกไม้โตเร็วทำเยื่อกระดาษ เพื่อทดแทนการนำเข้าตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งทำให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเป็นล้านๆ ไร่ ทำให้เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกและภาคอิสานบางส่วนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน เป็นหนี้สิน สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ รวมทั้งผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมลภาวะสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาผลกระทบเหล่านี้ได้  ที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือเกรงว่าจะไปเซ็งลี้สวนป่าของรัฐบนพื้นที่ต้นน้ำลำธาร มาทำไม้กันอย่างมโหฬาร  เกรงว่าเมืองไทยอาจจะยิ่งร้อนและแห้งแล้งไปกว่าเดิม
 
 
ผู้เขียนเห็นว่าการเปิดเสรีการลงทุนกิจการ ๓ ประเภทในปี ๒๕๕๓ มีผู้ได้เสียชัดเจน กลุ่มผู้ได้คือผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งระดับชาติและทุนร่วมข้ามชาติ ซึ่งไปมีกิจการขยายพันธุ์พืช เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและทำสวนป่าเชิงพานิชย์ในลาว เขมร อินโดนีเซียอยู่แล้ว หากมีการเปิดเสรีนักลงทุนต่างชาติก็จะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากรอื่นๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนไทยไม่ได้โอกาสในการเพิ่มการลงทุนและการครอบครองตลาดหรือผูกขาดกิจการได้มากขึ้น  

สำหรับกลุ่มผู้บริโภค ก็อาจจะซื้อสินค้าราคาถูกลงในระยะแรกๆ แต่เมื่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยล่มสลาย ก็จะเกิดการผูกขาดทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคก็จะต้องซื้อสินค้าและอาหารราคาแพงไปตลอดกาล ส่วนกลุ่มผู้เสีย มีทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรรายย่อยที่เป็นคนไทยซึ่งจะแข่งขันสู้ไม่ได้  

สำหรับเกษตรกรน่าจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าใคร โดยเฉพาะกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ หรือเกษตรกรปลูกข้าวโพดปลูกมันรายย่อย เพราะจะถูกกดราคาผลผลิตแต่ต้นทุนบางประเภทจะสูงขึ้นเช่นค่าเช่าที่ดิน หากทุนใหญ่เข้ามาจะต้องกว้านซื้อที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งจะกระทบค่าเช่าที่ดินและความสามารถในการถือครองที่ดิน ทำให้เกษตรกรรายย่อยอาจต้องสูญเสียที่ดินเพิ่มขึ้น และถึงกับสูญเสียอาชีพการเกษตรไปอย่างถาวร กลายเป็นลูกจ้างบริษัทต่างชาติในไร่นา เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยจึงไม่อาจคว้าโอกาสนี้ได้ หากรัฐบาลเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าของกิจการทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าว
 
การตัดสินใจในช่วงประชุมสุดยอดอาเซียนในสัปดาห์หน้า ประเทศไทยจึงยังไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีการลงทุนทั้ง ๓ กิจการด้วยเหตุผลนานัปการข้างต้น รัฐบาลจึงควรสงวนกิจการเหล่านี้ไว้ชั่วคราวเหมือนเดิม จนกว่าจะศึกษาผลได้ผลเสีย และช่วยให้เกษตรกรมีความพร้อมเสียก่อน เฉกเช่นประเทศเพื่อนบ้านฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียซึ่งเข้าใจว่ายังคงสงวนไว้ เช่นเดิมหรืออาจขอสงวนเพิ่มมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ  
 
ก่อนการเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าในกิจการใดๆ ควรจะต้องสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านให้ดี สร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างอำนาจการต่อรองของไทยให้เข้มแข็งให้ดีเสียก่อน และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต้องรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้านและ ร่วมตัดสินใจ ต้องรู้ก่อนว่าตัดสินใจบนฐานผลประโยชน์อะไร ของใคร ผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร ใครได้รับผลกระทบ และจะเยียวยาอย่างไร และที่สำคัญต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่าเพื่อนบ้านเรากำลัง คิดทำอะไรอยู่ ต้องรู้เขารู้เราให้ดีก่อนตัดสินใจ 
 

เราเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ามาเกือบสามทศวรรษ ได้ใจเพื่อนบ้านมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ผลของการค้าด้วยการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายที่ผ่านมา กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้แพ้ จนเกษตรกรรายย่อยทุกประเทศอยู่แทบไม่รอด ประเทศใหญ่กว่ามีทุนมากกว่า และเป็นผู้ชนะจากการเอาเปรียบ เขาก็อยู่ได้ไม่ยั่งยืนก็ถูกประเทศใหญ่กว่าเอาเปรียบต่อไปอีก เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก สุดท้ายก็ล้มเหลวกันทั้งหมดเพราะไม่มีเกษตรกรรายย่อยให้เอาเปรียบกันอีกต่อไปแล้ว 

หากคำนึงถึงหลักการค้าเสรีที่เป็นธรรมกันจริงแล้ว อาจต้องช่วยลดผลกระทบทางการค้า และลดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับเกษตรกรรายย่อยเสียก่อน ด้วยการหยุดพักการแข่งขันการค้ากันซักระยะหนึ่ง เพื่อมาช่วยกันเตรียมความพร้อมของเกษตรกรรายย่อย ด้วยการสร้างความร่วมมือกันทั้งระบบการผลิตและทางการค้า   โดยพัฒนากรอบความร่วมมืออาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการลงทุนของเกษตรกรรายย่อยระดับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร 

เกษตรกรรายย่อยก็จะมีความพร้อม ทั้งความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนรายย่อย อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง เศรษฐกิจก็โตได้เหมือนเดิม อาจไม่โตแบบก้าวกระโดยแต่ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่ต้องหาเงินไปช่วยอุดหนุนการส่งออก ประเทศไทยก็จะได้ชื่อเป็นผู้นำสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านอาเซียนไปด้วย น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการเปิดการลงทุนทางการค้าโดยปราศจากการเตรียมความ พร้อมของเกษตรกรรายย่อยซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก ของประเทศและของภูมิภาคเอาเซียนอย่างมากมายในระยะยาว

เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
อ้างอิงจาก กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch Group)
http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=11&s_id=155&d_id=154

 
โพลชี้คนไทยมุ่งทำงาน-ประหยัด-ความสุขเพิ่ม
เขียนโดย เด็กสืบสาน   

เอแบคโพลล์ ระบุคนไทยนอนหลับสนิทมากขึ้น วิถีชีวิตคนไทยหลายมิติมีแนวโน้มดี มุ่งทำงานหนักเก็บเงินไว้ยามจำเป็น วางแผนใช้จ่าย ดัชนีความสุขเพิ่ม

นาย นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ “แนวโน้มวิถีชีวิตและปัจจัยลดทอนความสุขคนไทย” กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี เพชรบุรี ขอนแก่น  ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู พัทลุง ระนอง สุราษฎร์ธานี จำนวน 2,481 ครัวเรือน ระหว่างวันที่  21 - 23 พฤษภาคม 2552 พบว่าส่วนใหญ่หรือ 59.1% นอนหลับได้สนิทในช่วง 30 วันที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุการณ์จลาจลช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 39.1% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อถามถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนที่ถูกศึกษาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 89.4% ระบุ เวลาจะซื้อสินค้าใหม่จะถามใจตัวเองก่อนว่า มีความจำเป็นต้องซื้อ หรือเป็นแค่ความอยาก  ประชาชนรู้จักรักษาสิ่งของต่าง ๆ ให้คงอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้นาน เพิ่มขึ้นจาก 82.8% ในต้นเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 86.3%

นอกจากนี้ ประชาชนที่มุ่งทำงานให้พออยู่พอกินมีเงินเก็บออมไว้ยามจำเป็นเพิ่มสูงขึ้น จาก 76.1% มาอยู่ที่ 79.3% ในขณะที่ประชาชนที่มักวางแผนใช้จ่ายและหารายได้อย่างรัดกุมเพิ่มขึ้นจาก 70.9% มาอยู่ที่ 76%

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบ 10 ปัจจัยที่ลดทอนความสุขของคนไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คือ ส่วนใหญ่หรือ 87.1% ระบุความแตกแยกของคนในสังคม 82.4% ระบุสภาวะเศรษฐกิจของคนในครอบครัว 77.2% ระบุ พฤติกรรมนักการเมือง แก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ตำแหน่งทางการเมืองกัน 74.0% ระบุ สภาวะเศรษฐกิจระดับประเทศ  65.7% ระบุปัญหายาเสพติด 56.6% ระบุความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนเกินกว่าครึ่งหรือ 54.8% กังวลว่า ส.ส.ในฝ่ายรัฐบาลจะแตกแยกกันเอง

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 
ชาวนากรุงเก่า ขานรับรัฐบาลยกเลิกผลิตปุ๋ยเคมี
เขียนโดย เด็กสืบสาน   

นายวิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทย เปิดเผยว่า เห็นด้วยยิ่งที่รัฐบาลจะมีการ ออกกฎหมาย และยกเลิกการผลิตปุ๋ยเคมีในไทยภายในอีก 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากเห็นว่าหากรัฐบาลยังสนับสนุนเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีต่อไปจะมีแต่ผลเสีย ต่อเกษตรกร ทั้งจะได้รับอันตรายต่อสุขภาพจากสารเคมีและต้นทุนสูงขึ้น

“ที่สำคัญการใช้ปุ๋ยเคมียังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ แต่หากสนับสนุนให้ยกเลิกใช้ปุ๋ยเคมีจริง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมาส่งเสริม ให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว อาจจะ ไม่ประสบความสำเร็จ” อุปนายกสมาคมชาวนาไทย กล่าว

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้ทดลองทำนาแบบผสมผสานที่ อ.ผักไห่ มาหลายปี เน้นใช้ปุ๋ยชีวภาพเป็นหลัก พบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ของนาข้าวต่างกันมาก เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมี จะมีต้นทุนเหลือมากกว่า 5,000 บาท แต่เมื่อใช้นานเข้าแมลงศัตรูพืชจะลดลงไปเอง

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
โพสต์ ทูเดย์

 
สร้างเขื่อน2แสนล้านกระตุ้นศก.
เขียนโดย โพสต์ ทูเดย์   

อ้างกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ ชงโครงการ 2 แสนล้านสร้างเขื่อน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบโครงการต่างๆ ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจัดทำเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 พ.ศ. 2553–2555 วงเงิน 207,400 ล้านบาท โดยงบส่วนใหญ่กว่า 1.7 แสนล้านบาท เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานและการสร้างเขื่อน

ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะ ที่ 2 ของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ 1.การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน งบประมาณ 1.72 แสนล้านบาท 2.การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย 21,200 ล้านบาท 3.การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร 4,900 ล้านบาท 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1,774 ล้านบาท และ 5.การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน และพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ 1,633 ล้านบาท

สำหรับแผนงานเพิ่มพื้นที่ ชลประทานนั้น กรมชลประทานได้วงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ไว้หลายโครงการด้วยกัน ประกอบด้วย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี โครงการบรรเทาอุทกภัย (ระยะที่ 2) จ.จันทบุรี โครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ จ.ระยอง โครงการผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตะวันออก-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี

ขณะที่โครงการสร้างเขื่อน ประกอบด้วย โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา (อุโมงค์ผันน้ำแม่งัด- แม่กวง) จ.เชียงใหม่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ โครงการท่าแซะ จ.ชุมพร โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ โครงการห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี โครงการแก่งเสือเต้น จ.แพร่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองมะเดื่อ จ.นครนายก

ทั้งนี้ โครงการที่เสนอเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด คือต้องพร้อมดำเนินการได้ และครม.ได้เคยมีมติอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งกรณีเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น ครม.ได้เคยอนุมัติให้ศึกษาโครงการ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถศึกษาได้รอบด้าน เนื่องจากถูกท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้าน

โพสต์ ทูเดย์
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2
RocketTheme Joomla Templates